วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภูริทัตชาดก ตอนที่ ๑ ศีลอุปบารมี





เรื่องย่อ "พระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติ เป็นพญานาค ชื่อว่าภูริทัต รักษาอุโบสถศีล    
อยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง. แต่ ถูกพราหมณ์หมองู ผู้รู้มนต์อาลัมพายนะ                
จับตัวไปเที่ยวแสดงละคร หาเงินตามสถานที่ต่าง ๆ. นาค ไม่มีความแค้นเคือง     
คิดจะทำลายชีวิตพราหมณ์หมองูนั้น เพราะความที่ตนรักษาอุโบสถศีล.เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ไปเกิด ในเทวโลก "


ภูริทัตชาดก ตอนที่ ๑  


พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกทั้งหลาย แล้วตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

ได้ยินว่า ในวันอุโบสถ อุบาสกเหล่านั้นอธิษฐานอุโบสถแต่เช้าตรู่ แล้วจึงถวายทาน ภายหลังภัตต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปยังพระเชตวันนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เพื่อฟังธรรม

ก็ในกาลนั้น พระศาสดาเสด็จมายังธรรมสภา ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่เขาตบแต่งไว้ ตรวจดูภิกษุสงฆ์ ทรงทราบว่า ก็บรรดาภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ธรรมกถาตั้งขึ้นปรารภภิกษุเหล่าใด พระตถาคตทั้งหลายทรงเจรจาปราศรัยกับภิกษุเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นวันนี้ธรรมกถาที่เกี่ยวกับบุพจริยา ตั้งขึ้นปรารภอุบาสกทั้งหลายดังนี้แล้ว จึงทรงเจรจาปราศรัยกับอุบาสกเหล่านั้น แล้วตรัสถามว่า พวกเธอเป็นผู้รักษาอุโบสถหรืออุบาสกทั้งหลาย เมื่ออุบาสกกราบทูลให้ทรงทราบจึงตรัสว่า ดีละ อุบาสกทั้งหลาย ก็ข้อที่พวกเธอ เมื่อได้พระพุทธเจ้าผู้เช่นเราเป็นผู้ให้โอวาท พึงกระทำอุโบสถ จัดว่าเธอกระทำกรรมอันงาม เรื่องนี้ไม่น่าอัศจรรย์เลย แม้โปราณกบัณฑิตผู้ไม่เอื้อเฟื้อละยศใหญ่ กระทำอุโบสถได้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ได้ทรงเป็นผู้นิ่ง อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า

กัจฉปกัณฑ์

ภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพรหมทัต ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ทรงประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระราชโอรส แต่ครั้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นความยิ่งใหญ่แห่งพระยศของพระราชโอรสนั้น จึงทรงเกิดความระแวงขึ้นว่า พระราชโอรสจะยึดเอาราชสมบัติ จึงรับสั่งให้เรียกพระราชโอรสนั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เธอไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ เธอจงออกไปจากที่นี้ แล้วไปอยู่ในที่ ๆ เธอชอบใจ เมื่อเราล่วงไปแล้ว เธอจงกลับมาครองรัชสมบัติอันเป็นของแห่งตระกูล

พระราชโอรสทรงรับพระดำรัส ถวายบังคมพระราชบิดาแล้วเสด็จออกจากพระนคร เสด็จไปยังแม่น้ำยมุนา แล้วให้สร้างบรรณศาลาในบริเวณระหว่างแม่น้ำยมุนากับสมุทรและภูเขา มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหารอาศัยอยู่ในที่นั้น

ครั้งนั้น นางนาคมาณวิกาผู้ที่สามีตายตนหนึ่งในภพนาค ผู้สถิตอยู่ฝั่งสมุทร เพราะมีกิเลสเกิดกระสันขึ้นจึงออกจากภพนาค เที่ยวไปที่ฝั่งสมุทร เห็นรอยเท้าของพระราชโอรส จึงเดินไปตามรอยเท้า ได้เห็นบรรณศาลานั้น

ครั้งนั้นพระราชโอรส ได้เสด็จไปสู่ป่าเพื่อต้องการผลไม้ นางเข้าไปยังบรรณศาลาเห็นเครื่องลาดทำด้วยไม้และบริขารที่เหลือ จึงคิดว่า นี้ชรอยว่าจักเป็นที่อยู่ของบรรพชิตรูปหนึ่ง เราจักทดลองดูว่าเขาบวชด้วยศรัทธาหรือไม่หนอ ก็ถ้าเขาบวชด้วยศรัทธา น้อมไปในเนกขัมมะ เขาก็จักไม่ยินดีในการนอนบนที่นอนที่เราตกแต่งไว้ แต่ถ้าเขาเป็นผู้ยังยินดีอยู่ในกาม ไม่บวชด้วยศรัทธา เขาก็จักนอนในที่นอนที่เราจัดแจงไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักจับเขากระทำให้เป็นสามีแล้วจักอยู่ในที่นี้เอง

คิดดังนั้นแล้วนางจึงกลับไปสู่ภพนาค นำดอกไม้ทิพย์ และของหอมทิพย์มาจัดแจงที่นอนให้เต็มไปด้วยดอกไม้ ได้นำดอกไม้มาประดับไว้ที่บรรณศาลา เกลี่ยจุณของหอมไว้ทั่วบรรณศาลา แล้วไปยังภพนาคตามเดิม

พระราชโอรสเสด็จมาในเวลาเย็นเข้าไปยังบรรณศาลา ทรงเห็นบรรณศาลาจัดแจงไว้อย่างนั้นจึงคิดว่า ใครหนอจัดแจงที่นอนนี้ ดังนี้แล้วจึงเสวยผลไม้น้อยใหญ่ คิดว่า น่าอัศจรรย์ ดอกไม้มีกลิ่นหอม น่าอัศจรรย์ ดอกไม้มีกลิ่นหอม ใครตบแต่งที่นอนให้เป็นที่ชอบใจของเรา เกิดโสมนัสขึ้นด้วยมิได้บวชด้วยศรัทธา จึงนอนพลิกกลับไปกลับมาบนที่นอนดอกไม้ ก้าวลงสู่ความหลับ

วันรุ่งขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไป พระราชโอรสตื่นแล้วลุกขึ้น แต่ไม่ได้กวาดบรรณศาลา แต่ได้ออกไปเพื่อหารากไม้และผลไม้น้อยใหญ่ในป่า.ในขณะนั้น นางนาคมาณวิกามาเห็นดอกไม้เหี่ยวแห้งก็รู้ว่า ท่านผู้นี้น้อมใจไปในกาม ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา เราอาจจะจับเขาได้ คิดดังนี้แล้วจึงนำดอกไม้เก่า ๆ ออกไป นำดอกไม้สดใหม่ ๆ มา จัดแจงที่นอนดอกไม้เหมือนอย่างนั้นนั่นแล ประดับบรรณศาลาและเกลี่ยดอกไม้ในที่จงกรมแล้วไปยังภพนาคตามเดิม

แม้ในวันนั้น พระราชโอรสนั้นก็นอนบนที่นอนดอกไม้ วันรุ่งขึ้นจึงคิดว่าใครหนอประดับบรรณศาลานี้ พระองค์จึงไม่ได้ออกไปหาผลไม้น้อยใหญ่ตามปกติ แต่ได้ยืนอยู่ในที่กำบังไม่ไกลจากบรรณศาลา

ฝ่ายนางนาคมาณวิกา ถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมากมายังอาศรมบท พระราชโอรสพอเห็นนางนาคมาณวิกาผู้ทรงรูปอันเลอโฉมก็มีจิตปฏิพัทธ์ จึงเข้าไปยังบรรณศาลา ในขณะที่นางจัดแจงดอกไม้อยู่ แล้วถามว่า เจ้าเป็นใคร ?


นางตอบว่า ข้าแต่นายฉันชื่อว่า นางนาคมาณวิกา

พระราชโอรสตรัสถามว่า เธอมีสามีแล้วหรือยัง

นางตอบว่า ข้าแต่นาย เมื่อก่อนฉันมีสามี แต่เดี๋ยวนี้ฉันยังไม่มีสามีเป็นหม้ายอยู่ ท่านเล่าอยู่ที่ไหน ?

พระราชโอรสตอบว่า ฉันชื่อว่า พรหมทัตกุมาร โอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี ก็ท่านเล่าเพราะเหตุไร จึงละภพนาคเที่ยวอยู่ในที่นี้

นางตอบว่า ข้าแต่นาย ดิฉันตรวจดูยศของพวกนางนาคมาณวิกาผู้มีสามีในที่นั้น อาศัยกิเลสจึงกระสันขึ้น ออกจากภพนาคนั้นเที่ยวแสวงหาสามี

พระราชโอรสตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแล นางผู้เจริญ แม้เราก็ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา เพราะถูกพระบิดาขับไล่ จึงมาอยู่ในที่นี้ เจ้าอย่าคิดไปเลย เราจักเป็นสามีของเจ้า

แล้วคนทั้งสองก็ได้อยู่สมัครสังวาสกันในที่นั้นนั่นเอง นางสร้างตำหนักมีค่ามากด้วยอานุภาพของตนแล้ว นำบัลลังก์อันควรค่ามากมาแล้วตบแต่งเป็นที่นอน นับแต่นั้นมา พระราชโอรสนั้นก็ไม่ได้เสวยรากไม้และผลไม้น้อยใหญ่ เสวยแต่ข้าวและน้ำอันเป็นทิพย์เหล่านั้นเลี้ยงชีวิต

ครั้นต่อมาภายหลัง นางนาคมาณวิกาตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย พวกญาติได้ขนานนามท่านว่า สาครพรหมทัต เพราะท่านประสูติที่ฝั่งแม่น้ำสาคร ในเวลาที่สาครพรหมทัตเดินได้ นางนาคมาณวิกาก็คลอดบุตรเป็นหญิงอีกคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามนางว่า สมุททชาเพราะนางเกิดที่ริมฝั่งสมุทร

เมื่อระยะกาลล่วงเลยไป ก็มีพรานไพรชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง เที่ยวมาจนถึงที่นั้นแล้ว เมื่อได้กระทำปฏิสันถารกับพระโอรสก็จำพระราชโอรสได้ เมื่ออยู่ในที่นั้นได้ ๒-๓ วันแล้วก็กล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์จักบอกความที่พระองค์อยู่ในที่นี้แก่ราชตระกูล แล้วลากลับไปยังพระนคร

ในกาลนั้นพระเจ้าพรหมทัตก็สวรรคต หลังจากที่พวกอำมาตย์ได้ทำพระสรีรกิจแก่ท้าวเธอ แล้วประชุมกันในวันที่ ๗ ปรึกษากันว่า ชื่อว่า รัชสมบัติอันไม่มีพระราชา ย่อมดำรงอยู่ไม่ได้ พวกเราไม่รู้ว่าพระราชโอรส ยังมีชีวิตอยู่ หรือว่าไม่มี จึงควรกระทำพิธีปล่อยผุสสรถ (ราชรถเสี่ยงทาย) เพื่อเสาะหาพระราชา

ขณะนั้นก็เป็นเวลาที่พรานไพรได้กลับเข้าไปสู่พระนคร เมื่อทราบเรื่องนั้นจึงไปยังที่อยู่ของพวกอำมาตย์แล้วได้บอกเรื่องที่ตนไปพบพระราชโอรส

อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้วจึงได้ทำสักการะแก่เขา ให้เขาเป็นผู้นำทางไปในที่นั้น ได้กระทำปฏิสันถารแล้ว บอกความที่พระราชาสวรรคตแล้ว ทูลว่าขอพระองค์จงครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า

พระราชโอรสทรงดำริว่าเราจักรู้จิตของนางนาคมาณวิกา ดังนี้แล้วเข้าไปหาเธอแล้วตรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ พระบิดาของเราสวรรคตแล้ว อำมาตย์ทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อยกฉัตรให้เรา ไปกันเถิดนางผู้เจริญ เราทั้งสองจักครองรัชสมบัติในกรุงพาราณสีประมาณ ๑๒ โยชน์ เธอจักเป็นใหญ่กว่าหญิง ๑๖,๐๐๐ คน

นางกล่าวว่าข้าแต่นาย ดิฉันไม่อาจไปกับท่านได้

พระราชโอรสถามว่า เพราะเหตุอะไร ?

นางกล่าวว่า พวกเราเป็นอสรพิษร้าย โกรธเร็ว ย่อมโกรธแม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย และชื่อว่าการอยู่ร่วมผัวเป็นภาระหนัก ถ้าดิฉันเห็นหรือได้ยินสิ่งอะไรก็โกรธ แลดูอะไร จักกระจัดกระจายไปเหมือนกำธุลี เพราะเหตุนี้ ดิฉันจึงไม่อาจไปกับท่านได้

แม้วันรุ่งขึ้นพระราชโอรสก็อ้อนวอนเธออยู่นั่นเอง.ลำดับนั้นนางจึงกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า ดิฉันจักไม่ไปด้วยปริยายไร ๆ ส่วนนาคกุมารบุตรของเราเหล่านี้ เป็นชาติมนุษย์ เพราะเกิดโดยสมภพกับท่าน ถ้าบุตรเหล่านั้นยังมีความรักในเรา ท่านจงอย่าประมาทในบุตรเหล่านั้น แต่บุตรเหล่านี้แล เป็นพืชน้ำละเอียดอ่อน เมื่อเดินทางต้องลำบากด้วยลมแดดจะพึงตาย ท่านพึงให้ขุดเรือลำหนึ่ง ให้เต็มด้วยน้ำแล้วให้บุตรเหล่านั้นเล่นน้ำนำไป พึงกระทำสระโบกขรณีในพื้นที่ในภายในพระนครแก่บุตรเหล่านั้น

ก็แลนางครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ไหว้พระราชโอรสทำประทักษิณ กอดพวกบุตร ให้นั่งระหว่างถัน จูบที่ศีรษะ มอบให้แก่พระราชโอรส ร้องไห้คร่ำครวญแล้วหายไปในที่นั้นนั่นเอง ได้ไปยังภพนาคตามเดิม

ฝ่ายพระราชโอรสถึงความโทมนัส มีพระเนตรนองด้วยน้ำตา ออกจากนิเวศน์ เช็ดนัยนาแล้วเข้าไปหาพวกอำมาตย์.พวกอำมาตย์เหล่านั้น อภิเษกพระราชโอรสนั้นในที่นั้นนั่นเอง แล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์จะไปยังนครของพระองค์ พระเจ้าข้า

พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงจึงรีบขุดเรือยกขึ้นสู่เกวียนให้เต็มด้วยน้ำ ขอท่านจงเกลี่ยดอกไม้ต่าง ๆ อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นบนหลังน้ำ บุตรทั้งหลายของเราผู้มีพืชแต่น้ำ บุตรเหล่านั้นเล่นน้ำ ในที่นั้น จักไปสบาย

พวกอำมาตย์ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น พระราชาเสด็จถึงกรุงพาราณสี เสด็จเข้าไปยังนครที่ตบแต่งไว้ แวดล้อมไปด้วยหญิงนักฟ้อน และอำมาตย์เป็นต้นประมาณ ๑๖,๐๐๐ คน ประทับนั่งบนพื้นใหญ่ เสวยน้ำมหาปานะ ๗ วัน แล้วให้สร้างสระโบกขรณี เพื่อประโยชน์แก่พวกบุตร พวกบุตรได้เล่นในที่นั้นเนืองนิตย์

ภายหลังวันหนึ่งเมื่อพวกบุตรพากันเล่นน้ำในสระโบกขรณี เต่าตัวหนึ่งเข้าไป ไม่เห็นที่ออก จึงดำลงในพื้นสระโบกขรณี ในเวลาเด็กเล่นน้ำ ผุดขึ้นจากน้ำโผล่ศีรษะขึ้นมา เห็นพวกเด็กเหล่านั้น จึงดำลงไปในน้ำอีก พวกเด็กเหล่านั้นเห็นเต่านั้นจึงสะดุ้งกลัว ไปยังสำนักของพระบิดากราบทูลว่า ข้าแต่พ่อ ในสระโบกขรณียังมียักษ์ตนหนึ่ง ทำพวกข้าพระองค์ให้สะดุ้ง

พระราชาทรงสั่งบังคับพวกราชบุรุษว่า พวกท่านจงไปจับยักษ์นั้นมา ราชบุรุษเหล่านั้นทอดแหนำเต่าไปถวายแด่พระราชา พระกุมารทั้งหลายเห็นเต่านั้นแล้วร้องว่า นี้ปีศาจพ่อ นี้ปีศาจพ่อ

พระราชาทรงกริ้วเต่าด้วยความรักในบุตร จึงสั่งบังคับว่า พวกท่านจงไปทำกรรมกรณ์แก่เต่านั้นเถิด

ในบรรดาราชบุรุษเหล่านั้น ราชบุรุษคนหนึ่งกล่าวว่าเต่านี้เป็นผู้ก่อเวรแก่พระราชา ควรจะเอามันใส่ในครกแล้วเอาสากตำทำให้เป็นจุณ อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า ควรจะปิ้งให้สุกในไฟถึง ๓ ครั้งแล้วจึงกิน.อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า ควรจะต้มมันในกระทะนั่นแล แต่อำมาตย์คนหนึ่งผู้กลัวน้ำกล่าวว่าควรจะโยนเต่านี้ลงในน้ำวนแห่งแม่น้ำยมุนา มันจะถึงความพินาศใหญ่ในที่นั้น เพราะกรรมกรณ์ของเต่านั้นเห็นปานนี้ย่อมไม่มี

เต่าได้ฟังถ้อยคำของเขาจึงโผล่ศีรษะขึ้นพูดอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เหตุอะไรของท่าน เราทำผิดอะไร ที่ท่านวิจารถึงกรรมกรณ์เห็นปานนี้กะเรา ก็เราสามารถอดกลั้นกรรมกรณ์นอกนี้ได้ ก็แลผู้นี้เป็นผู้หยาบช้าเหลือเกิน ท่านอย่ากล่าวคำเห็นปานนี้เลย

พระราชาทรงสดับดังนั้น ควรจะสร้างทุกข์กะเต่านี้แหละดังนี้แล้วจึงให้ทิ้งลงไปในน้ำวนแห่งแม่น้ำยมุนา เต่านั้นถึงห้วงน้ำอันเป็นที่ไปสู่ภพนาคแห่งหนึ่งได้ไปสู่ภพนาคแล้ว

ลำดับนั้นพวกนาคมาณพบุตรของพญานาคชื่อว่าธตรฐ กำลังเล่นอยู่ในห้วงน้ำนั้น เห็นเต่านั้น จึงกล่าวว่า พวกท่านจงจับมันเป็นทาส

เต่านั้นคิดว่า เราพ้นจากพระหัตถ์ของพระเจ้าพาราณสีแล้วบัดนี้ถึงมือของพวกนาคผู้หยาบช้าเห็นปานนี้ เราจะพึงพ้นด้วยอุบายอะไรหนอ

เต่านั้นคิดว่า อุบายนี้ใช้ได้ เราจะพึงพูดมุสาวาทจึงจะพ้น แล้วกล่าวว่าพวกท่านมาจากสำนักของพระยานาคชื่อว่าธตรฐ เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวกะเราอย่างนี้ เราเป็นเต่าชื่อว่า จิตตจูฬ เป็นทูตแห่งพระเจ้าพาราณสีมายังสำนักของพระยานาคชื่อว่าธตรฐพระราชาของเรา ประสงค์จะให้ธิดาแก่พระยานาคชื่อว่า ธตรฐ จึงส่งเรามา ขอท่านจงแสดงเราแก่ พระยานาคนั้นเถิด

นาคมาณพเหล่านั้นเชื่อแล้วเกิดโสมนัส พาเต่านั้นไปยังสำนักพระราชากราบทูลความนั้นแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียกเต่านั้นมาด้วยคำว่า จงนำมันมาเถิด

พอเห็นเต่านั้น จึงพอพระทัยตรัสว่า ผู้มีร่างลามกเห็นปานนี้ ไม่สามารถจะทำทูตกรรม เต่าได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็ชื่อว่าผู้เป็นทูตจะพึงมีร่างกายประมาณเท่าลำตาลหรือ ความจริงร่างกายเล็กหรือน้อยไม่เป็นประมาณ การทำกรรมในที่ที่ไปแล้ว ๆ ให้สำเร็จนั่นแล เป็นประมาณดังนั้น ข้าแต่มหาราชเจ้า ทูตเป็นอันมากของพระราชาของเราเป็นมนุษย์ ย่อมทำกรรมบนบก นกย่อมทำกรรมบนอากาศ ข้าพระองค์ชื่อว่า จิตตจูฬ ถึงฐานันดรเป็นที่โปรดปรานของพระราชา เป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน ย่อมทำกรรมในน้ำ ขอพระองค์อย่าข่มขู่ ดูหมิ่นข้าพระองค์เลย ดังนี้แล้วจึงสรรเสริญคุณของตน

ลำดับนั้น พระยานาคธตรฐ จึงถามเต่านั้นว่า ก็ท่านเป็นผู้อันพระราชาส่งมาเพื่อต้องการอะไร ?

เต่ากล่าวว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาของข้า ตรัสกะข้าอย่างนี้ว่า เราจะทำมิตรธรรมกับพระราชา ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น บัดนี้ เราควรจะทำมิตรธรรมกับพระยานาคธตรฐ เราจะให้นางสาวสมุททชาผู้เป็นธิดาของเราแก่พระยานาคธตรฐ จึงส่งข้ามาด้วยพระดำรัสว่า ขอท่านอย่ากระทำการเนิ่นช้า จงส่งบุรุษทั้งหลายไปกับข้า และกำหนดวันรับนางทาริกาเถิด

พระยานาคนั้นยินดีให้กระทำสักการะแล้ว ส่งนาคมาณพ ๔ นายไปกับเต่านั้นด้วยคำว่า พวกท่านไปเถิด จงฟังคำของพระราชากำหนดวันแล้วจงมา


นาคมาณพเหล่านั้น รับคำแล้วจึงพาเต่าออกจากภพนาค เต่าเห็นสระปทุมสระหนึ่งในระหว่างแม่น้ำยมุนากับกรุงพาราณสี มีความประสงค์จะหนีไปด้วยอุบายอย่างหนึ่ง จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนนาคมาณพทั้งหลาย ผู้เจริญ พระราชาของเรา และบุตรภรรยาของพระราชา เห็นเราเที่ยวไปในน้ำไปสู่พระราชนิเวศน์อ้อนวอนว่า ท่านจงให้ดอกปทุมแก่เราทั้งหลาย จงให้รากเง่าบัว เราจักถือเอารากเง่าบัวเหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่เขาเหล่านั้น พวกท่านจงปล่อยข้า ในที่นี้ แม้เมื่อพวกท่านไม่เห็นข้า จงล่วงหน้าไปยังสำนักของพระราชา เราจักเห็นพวกท่านในที่นั้นนั่นแล

นาคมาณพเหล่านั้นเชื่อถ้อยคำของเต่านั้นจึงได้ปล่อยเต่านั้นไป เต่าได้แอบอยู่ในที่ส่วนข้างหนึ่งในที่นั้น ฝ่ายนาคมาณพไม่เห็นเต่า จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาด้วยเพศแห่งมาณพตามสัญญาว่า เราจักไปสำนักพระราชา

จบกัจฉปกัณฑ์

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การช่วยเหลือให้ผู้อื่นทำดี

การช่วยเหลือให้ผู้อื่นทำดี นั้นเป็นอย่างไร :  




เมื่อครั้งท่านตี้ซุ่นยังมิได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจีนสมัยโบราณ(ก่อน พ.ศ. 1712)
ท่านไปยังหนองน้ำแห่งหนึ่ง เห็นชาวบ้านกำลังจับปลากันอยู่ คนที่แข็งแรงก็พากันไปยังที่ที่มีน้ำลึกปลาชุม ส่วนผู้ที่ไม่แข็งแรงและผู้ชราถูกกันให้ไปหาปลายังที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวและที่มีน้ำตื้นซึ่งปลาจะไม่ชอบมาบริเวณนั้น ทำให้จับปลาไม่ได้

 ท่านตี้ซุ่นเห็นดังนั้นก็บังเกิดความสงสารจับใจ ท่านจึงเข้าไปช่วยคนที่ไม่แข็งแรงและผู้ชราหาปลา ใครที่เห็นแก่ตัวชอบแย่งที่น้ำลึกท่านก็นิ่งเสียไม่ไปว่าเขา ใครที่ไม่เห็นแก่ตัวท่านก็จะนำพฤติกรรมไปสรรเสริญจนทั่ว ท่านเองก็ทำตัวเป็นตัวอย่างอันดีให้ปรากฏอยู่ทุกๆวัน จนกาลเวลาผ่านไปหนึ่งปี ชาวบ้านพากันสำนึกในความเห็นแก่ตัวของตน ต่างก็ทำดีต่อกันและกัน 

ในที่นี้ พ่อจะต้องบอกให้รู้ว่าพ่อไม่สนับสนุนในเรื่องการจับปลามาเป็นอาหาร เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นเป็นบาปอย่างยิ่ง แต่ที่พ่อยกเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ก็เพื่อให้ลูกเข้าใจว่า การช่วยให้ผู้อื่นทำความดีนั้น ต้องใช้ความอดทนพยายามเพียงไร ท่านตี้ซุ่นนั้นเป็นผู้ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เพียงแต่ท่านใช้คำพูดกล่อมเกลาจิตใจ ผู้คนก็จะเชื่อท่านเพราะต่างก็มีความเคารพท่านอยู่แล้ว แต่ท่านใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็ม ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนกลับตัวกลับใจได้หมดและจะไม่กลับไปเป็นคนเห็นแก่ตัวอีกไม่ว่ากรณีใด และเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยบังคับหรือขอร้อง ให้ทุกคนตระหนักถึงความดีที่ต้องกระทำร่วมกัน เพื่อความผาสุกของพวกเขาเอง พ่อจึงสรรเสริญในความอุตสาหะของท่านยิ่งนัก 

พ่อและลูกต่างก็มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความมืดมน ผู้คนไม่ค่อยมีศีลธรรมเหมือนดังยุคก่อน เพราะฉะนั้นลูกจะต้องเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้อวดดีว่าวิเศษกว่าผู้อื่น อย่านำความสามารถของตนไปข่มผู้อื่นที่ด้อยกว่าให้เขาได้อาย จงเก็บความรู้ความสามารถของเจ้าเอาไว้ในใจ อย่าได้แสดงออกให้ปรากฏแก่สายตาผู้อื่นโดยไม่จำเป็น ใครพลาดพลั้งล่วงเกินลูกก็จงให้อภัย อย่าได้แพร่งพรายความไม่ดีออกไป เพื่อให้โอกาสเขาได้กลับตัวกลับใจ เมื่อไม่มีใครรู้ก็ทำให้เขาไม่กำเริบเสิบสาน เพราะทุกคนย่อมรักหน้ารักตา ไม่อยากเป็นคนเสียชื่อเสียง เมื่อไม่วิจารณ์ให้ความลับของเขาเป็นที่เปิดเผยออกไป เขาจึงไม่กล้าที่จะทำผิดอีก 

บางคนนั้น เมื่อมีคนรู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีเสียแล้ว เขาก็เลยทำตัวแหลวแหลกยิ่งขึ้น เมื่อเป็นคนดีไม่ได้ก็ยอมเป็นคนชั่วไปเสียเลย คนเช่นนี้มีให้เห็นๆกันอยู่ ลูกต้องคอยสังเกตว่าผู้อื่นนั้นเขามีความสามารถอะไรบ้าง ถ้าเป็นสิ่งที่ลูกยังไม่มีลูกจงเอาความดีนั้นมาใส่ตนเถิด อย่าได้รีรอเลย ลูกจะต้องรู้จักชมเชยสรรเสริญความดีงามความสามารถของผู้อื่นให้แผ่ไพศาลออกไป อย่าได้มีจิตริษยา ในชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะพูดสักคำ จะทำอะไรสักอย่าง จงอย่าทำเพื่อประโยชน์ตนเองก่อน ต้องถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ลูกจงจำไว้ให้ดี



คติธรรมคำสอนของหลวงปู่มั่น


1. ผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม
คือ ผู้สนใจหาความรู้ความฉลาด
เพื่อคุณงามความดีทั้งหลายที่โลกเขาปรารถนากัน
เพราะคนเราจะอยู่และไป โดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว
ย่อมไม่ปลอดภัยต่ออันตรายทั้งภายนอกภายใน


เครื่องป้องกันตัว คือ หลักธรรม
มีสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญ
จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้าน
มีสติปัญญา แฝงอยู่กันตัวทุกอิริยาบถ
จะคิด-พูด-ทำ อะไร ๆ ไม่มีการยกเว้น


มีสติปัญญา สอดแทรกอยู่ด้วยทั้งภายในและภายนอก
มีความเข้มแข็ง อดทน
มีความเพียรที่จะประกอบคุณงาม ความดี
คน อ่อนแอโง่เง่า เต่าตุ่น วุ่นวายอยู่กับอารมณ์
เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ
และเกียจคร้านในกิจการที่จะยก ตัวให้พ้นภัย


2. การตำหนิติเตียนผู้อื่น

ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตน เอง
ให้ ขุ่นมัวไปด้วยความเดือดร้อน
วุ่นวายใจที่คิดแต่ตำหนิผู้อื่น จนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น
นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและ บาปกรรมไม่มีดีเลย
จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน


การกล่าวโทษผู้อื่นโดย ขาดการไตร่ตรอง
เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์
จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของ ตน
งด ความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย
ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว
แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง


เมื่อเกิดมาอาภัพชาติแล้ว อย่าให้ใจอาภัพอีก
ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพ
คิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตน
ให้ได้ทุกข์เป็นบาปกรรมอีกเลย
คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย และติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขให้ดี
คนดี ทำดีง่าย และติดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป


3. คนเราต้องการของดี

คนดีก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้
งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ
นอกจากตายแล้ว จึงหมดการฝึก
คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้ว แน่นอน


4. ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงควรเห็นคุณค่าของผู้อื่น

ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน
ผู้มีศิลสัตย์ เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์
ไม่ตกต่ำ เพราะอำนาจศึลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้ บริบูรณ์
ธรรมสั่งสอนแล้ว ควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง
จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติ ทุกอย่างแน่นอน


5. ศีลนั้นอยู่ที่ไหน มีตัวตนเป็นอย่างไร

ใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนั้น

เจตนาเป็นตัวศีล เจตนา คือ จิตใจ
คนเราถ้าจิตใจไม่มี ก็ไม่เรียกว่า คน มีแต่กายจะทำอะไรได้
ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่าง ๆ มีโทษต่าง ๆ


ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษ จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่อง
หลงหา หลงขอ คนที่หา คนที่ขอ ต้องเป็นทุกข์
ขอเท่าไหร่ยิ่งไม่มี ยิ่งอดอยากยากเข็ญ
กายกับจิต เราได้มาแล้ว มีอยู่แล้ว
ได้มาจากบิดา มารดา พร้อมบริบูรณ์แล้ว


จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ ศีลมีอยู่ที่เรานี้แล้ว รักษาได้ไม่มีกาล
ได้ผลไม่มีกาล ผู้มีศีล ย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ ผู้มีศีลย่อมมีความสุข

ผู้จักมั่นคง บริบูรณ์-สมบูรณ์ ไม่อด-ไม่อยาก
ไม่ยาก-ไม่จน ก็เพราะรักษาศีลได้สมบูรณ์
จิตดวงเดียว เป็นศีล-เป็นสมาธิ-เป็นปัญญา
ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวร-หมดภัย

ถามถึงการทำบาปแห่งผู้รู้กับผู้ไม่รู้

“ ข้าแต่พระนาคเสน สมมุติว่ามีคน ๒ คน คนหนึ่งรู้จักบาป อีกคนหนึ่งไม่รู้จัก แต่กระทำบาปด้วยกันทั้งสองคน ข้างไหนจะได้บาปมากกว่ากัน ? ”

“ ขอถวายพระพร ข้างไม่รู้จักได้บาปมากกว่า ”

“ ข้าแต่พระนาคเสน ราชบุตรของโยมหรือราชมหาอำมาตย์คนใดรู้ แต่ทำผิดลงไปโยมลงโทษแก่ผู้นั้นเป็นทวีคูณ ”

“ ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนี้อย่างไร...คือสมมุติว่ามีคน ๒ คน จับก้อนเหล็กแดงเหมือนกัน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นก้อนเหล็กแดง อีกคนหนึ่งไม่รู้ คนไหนจะจับแรงกว่ากัน ? ”


“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า คนไม่รู้จับแรงกว่า ”


“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือผู้ไม่รู้บาปได้บาปมากกว่า”


“ ชอบแล้ว พระนาคเสน ”



http://milindapunha.blogspot.com/

จงสะสมกุศลกรรม



" จงเตือนใจไว้เสมอว่า ถ้าประสงค์ความสุข ความเจริญ โภคสมบัติ จงหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลไว้อย่างสม่ำเสมอ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังศรัทธา

เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่า อดีตชาติเราได้สร้างบุญหรือสร้างบาปไว้ มากน้อยเพียงใด และผลของกรรมใดจะส่งผลก่อนหรือหลัง
เพื่อความไม่ประมาท จึงควรจะสร้างบุญกุศลเป็นการเพิ่มเติมไว้เสมอ

ถ้าอดีตทำไว้มากแล้วก็จะยิ่งมีมากขึ้น ย่อมให้ผลก่อนที่มีกำลังน้อยกว่าอันเป็นกฎธรรมชาติของกรรม 

ฉะนั้น ด้วยความไม่ประมาท จงระลึกไว้ว่า ถ้าตนเองไม่สะสมไว้แล้ว ใครที่ไหนจะช่วยเจ้าได้ เจ้าจะมีอะไรไว้เป็นทุนเดินทางเวียนว่ายในวัฏฏทุกข์ ที่ยังต้องผจญต่อไป ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไหร่

จงระลึกไว้เสมอว่า เจ้าสะสมเตรียมตัวไว้เดินทางแล้วหรือยัง จะรอให้คนอื่นทำไปให้นั้น จะมั่นใจดีเท่ากับเราเตรียมหาไปเองหรือ

ดังพุทธสุภาษิตท่านสอนไว้ว่า “อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ – ตนนั่นแหละ เป็นที่พึ่งแห่งตน”..



วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี ท่องนรก



เมื่อ หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พระอริยสงฆ์ท่องนรกหลายขุม..........."พญายมกล่าวว่า “มนุษย์พูดอะไรกันอยู่ในโลกมนุษย์ คำพูดทุกคำของมนุษย์แต่ละคนจะมาปรากฏขึ้นในสมุดบัญชีของยมโลกโดยอัตโนมัติ ถ้าใครพูดจากันเรื่องธรรมะ การทำบุญสุนทรทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ตัวหนังสือจะมาปรากฏเด่นชัดเป็นพิเศษ"

......หลวงปู่คนิง จุลมณี ซึ่งครั้งหนึ่งท่านได้รับประสบการณ์ในการท่องนรกมาก่อนและได้นำมาบอกกล่าวให้กับเหล่าญาติโยมฟังให้เห็นถึงผลเสียแห่งการทำกรรมชั่ว

.....เหตุที่ท่านได้มีโอกาสไปท่องดูนรกมานั้น ก็เมื่อครั้งที่ร่างกายของท่านต้องเจ็บป่วยมาตลอดพรรษาหนึ่ง เมื่อท่านเข้าฌานสมาบัติอยู่ในถ้ำคูหาสวรรค์ ริมฝั่งโขงไปได้สิบกว่าวันแล้ว ก็ไม่ได้ฉันอาหารอะไรเลย ซึ่งทำให้สังขารของท่านทนรับไม่ไหว หัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ แต่ท่านยังมีความรู้สึกด้วยสติปัญญาว่า สังขารของตนเองถึงกาลแตกดับเสียแล้ว แต่ท่านก็ยังมีสติยังดี ไม่ตกใจหวั่นกลัวความตายแม้แต่น้อย จิตวิญญาณของท่านรู้สึกได้ว่าเดินไปออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วมาก โดยเส้นทางที่ไปนั้นเป็นทางสายใหญ่กว้างขวางมาก ความรู้สึกของจิตวิญญาณบอกว่า ทางสายนี้กว้างถึงแปดพันวา เป็นทางไปสู่อาคารหลังหนึ่งที่เรียกว่า “ศาลาพันห้อง” ท่านกล่าวเล่าว่า ศาลาพันห้อง นั้นเป็นศาลาที่มีขนาดใหญ่โตมาก ราวกับเป็นศาลากลางแห่งโลกวิญญาณ มีถนนใหญ่กว้างถึงแปดพันวา จำนวนแปดสาย พุ่งตรงไปยังศาลาพันห้องนี้ ท่านเห็นผู้คนทั้งชายและหญิงลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มสาว และคนเฒ่าคนแก่เดินหลั่งไหลตามกันไปแน่นถนนเลยทีเดียว โดยมีผู้คนมาทุกเชื้อชาติทุกศาสนา น่าแปลกที่ว่าทุกคนเดินกันไปอย่างเงียบกริบไม่มีใครพูดจากันเลยสักคนเดียว หลวงปู่ท่านได้พบพ่อแม่ที่ตายไปนานแล้วเดินรวมอยู่ในหมู่วิญญาณนั้นด้วย แต่ก็ได้แต่มองดูกันไม่อาจพูดทักทายกัน คล้ายต่างฝ่ายต่างกลายเป็นคนใบ้ เมื่อถึงประตูทางเข้าศาลาพันห้องที่รวมคนบาปและคนบุญ ท่านก็เห็นมีทหารยามตัวสูงใหญ่ผิวดำถือหอกสามง่ามเป็นประกายคล้ายเปลวไฟลุกไหม้ ทหารยามพูดกับหลวงปู่คนิงว่า “ท่านสร้างเวรสร้างกรรมพอแล้วหนอ หลวงพ่อถึงได้มาทางนี้ ว่าแล้วทหารเฝ้าประตูก็เอาหอกสามง่ามจี้หน้าอกหลวงปู่คนิงไว้ จนเกิดควันไหม้ที่จีวร แต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บ ทหารยามหลายคนในที่นั้น ต่างก็ใช้หอกสามง่ามจี้หน้าอกร่างวิญญาณทุกร่าง ซึ่งท่านเข้าใจว่าคงเป็นการประทับตราที่หน้าอกก่อนให้ผ่านเข้าไปในศาลาพันห้อง ตรงประตูทางเข้าชั้นในหลวงปู่ท่านได้พบครูบาอาจารย์เก่าๆ หลายท่านที่มรณภาพไปนานแล้วถูกควบคุมตัวเพื่อมาชำระโทษ ทุกท่านได้แต่มองหน้ากันทักทายกันไม่ได้ เพราะพูดไม่ออกปากเป็นใบ้ โดยยมบาลได้นำตัวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ศาลาพันห้อง

เมื่อเหล่าร่างวิญญาณเข้าไปแออัดยัดเยียดกัน พญายมซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นประธาน ได้เอื้อมมือไปแตะที่กองสมุดบัญชีเล่มใหญ่เท่านั้น สมุดก็เปิดขึ้นเองอย่างรวดเร็วพอถึงรายชื่อของใคร สมุดก็จะหยุดให้พญายมอ่านถึงกรรมของคนๆ นั้นพญายมกล่าวว่า

“มนุษย์พูดอะไรกันอยู่ในโลกมนุษย์ คำพูดทุกคำของมนุษย์แต่ละคนจะมาปรากฏขึ้นในสมุดบัญชีของยมโลกโดยอัตโนมัติ ถ้าใครพูดจากันเรื่องธรรมะ การทำบุญสุนทรทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ตัวหนังสือจะมาปรากฏเด่นชัดเป็นพิเศษในสมุดของยมโลก” 

เมื่อพญายมเปิดบัญชีดูแล้ว ก็หันมาประกาศกับร่างวิญญาณทั้งหลายให้ไปอาบน้ำชำระร่างกายกันที่สระน้ำเพราะทนกลิ่นเหม็นจากตัวของเหล่ามนุษย์ไม่ไหว พอทุกคนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็สำรวจดูร่างตัวเองแล้วได้พบด้วยความตกใจว่า ร่างวิญญาณของแต่ละคนล้วนเปรอะเปื้อนเลอะเทอะเต็มไปด้วยอุจจาระ ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่ว โดยไม่มีใครรู้ว่าอุจจาระนี้เปรอะเปื้อนได้อย่างไร

สระน้ำที่ท่านเห็นนั้นเป็นสระน้ำที่กว้างใหญ่มาก น้ำก็ใสสะอาดราวกับกระจก กลางสระมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม ทุกคนต่างพากันกระโดดลงในสระน้ำ โดยที่หลวงปู่กระโดดลงไปปรากฏว่าน้ำลึกแค่หัวเข่า น้ำในสระนั้นก็กลับร้อนลุกเป็นไฟแดงฉานไหม้แข้งขาทันที หลวงปู่ตกใจมาก ได้รับความปวดแสบร้อนอย่างแสนสาหัส ต้องรีบกระโจนขึ้นไปยืนบนฝั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วไฟไหม้แข้งขาก็ดับไป ความปวดร้อนหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ร่างวิญญาณคนอื่นๆ พากันจมลึกลงไปในสระน้ำ แล้วบังเกิดเป็นเปลวไฟลุกไหม้ขึ้น แดงฉานโชติช่วงไปทั้งสระ ราวกับว่าน้ำในสระเป็นน้ำมันเบนซินไป ร่างวิญญาณของคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ตายไปทันที หากแต่พากันดิ้นรนกระเสือกกระสน ส่งเสียงโอดโอยโหยหวนสยดสยองอยู่ในสระน้ำ เป็นภาพที่สยดสยองมาก หลวงปู่รู้ได้ในทันทีว่าที่แท้สระน้ำนี้น่าจะเป็น “ขุมนรกขุมแรก” สำหรับทดสอบบาปบุญคุณโทษของพวกวิญญาณนั่นเอง จ่ายมบาลนายหนึ่งเดินตรงเข้ามานิมนต์หลวงปู่ซึ่งได้เคยสั่งสมบุญไว้ไม่น้อย ให้กลับเข้าไปเฝ้าพญายม

      หลวงปู่ได้กลับเข้าไปในศาลาพันห้อง ด้วยใจคอไม่ดี ซึ่งท่านรู้แน่แก่ใจแล้วว่าที่นี่เป็นด่านเมืองนรก ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เลย ที่ท่านต้องกระโดดลงไปในสระนรกนั้นเมื่อสักครู่นี้ เพราะท่านเชื่อมั่นในตนเองว่า เป็นภิกษุผู้ทรงศีลบริสุทธิ์เคร่งอยู่ในพระธรรมวินัย ไม่เคยทำบาปให้สรรพสัตว์ใดต้องลำบากเลย แม้แต่มดตัวแดงแมลงตัวน้อย ก็ไม่เคยทำให้มันตาย เพราะทราบว่าทุกสรรพสัตว์ล้วนมีชีวิตจิตใจ แต่อาจจะมีบ้างเมื่อเดินไปเหยียบมดปลวกตายโดยไม่เจตนาเพราะไม่เห็น เมื่อไม่มีเจตนาแล้ว ย่อมไม่ถือว่าเป็นบาป เมื่อไปยืนอยู่หน้ายมบาลแล้ว พญายมบาลได้กล่าวด้วยเสียงดุห้าวทรงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว แต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมต่อหลวงปู่ว่า“ตบะธรรมของหลวงพ่อแก่กล้าที่มาเมืองนรกนี้ เพราะเศษกรรมเก่าส่งผลให้ดับจิตจากโลกมนุษย์มายังโลกวิญญาณ แต่เมื่อดูบัญชีแล้วบารมีของหลวงพ่อนั้นยังมากอยู่ ข้ายังไม่อาจพิพากษาตัดสินได้ในขณะนี้ สมควรที่หลวงพ่อจะกลับคืนสู่ร่างเดิมในโลกมนุษย์ไปสร้างบารมีให้เต็มสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมา นิมนต์กลับได้แล้วขอรับพระคุณเจ้า” 

เป็นอันว่าหลวงปู่ท่านยังไม่ถึงกาลแห่งมรณภาพเป็นที่แน่นอน เมื่อออกมาจากศาลาพันห้องแล้ว ท่านก็เกิดความรู้สึกว่าจะกลับถ้ำคูหาสวรรค์บนโลกมนุษย์เสียเลย ก็เป็นการกลับมือเปล่า ควรที่จะเที่ยวดูชมเมืองนรกให้เป็นกำไรเสียหน่อยก็ยังดี เมื่อท่านคิดได้ดังนั้นแล้วก็เดินไป พวกยมบาลทั้งหลายก็เปิดทาง และคอยอำนวยความสะดวกให้ชมเมืองนรกเมื่อท่านเดินไปเห็นห้องๆหนึ่งมีนักโทษชายหญิงสองคนชายหนุ่มและหญิงสาวคู้นี้แก้ผ้าเปลือยกายโดยตลอด ยืนเหยียบอยู่บนเหล็กแหลมแดงๆ ที่ถูกเผาไฟ เสียบทะลุฝ่าเท้าปากอ้ากว้าง มีเหล็กแดงเผาไฟแดงเสียบตรึงไว้ในลักษณะคล้ายอ้าปากคาบไว้ ด้านบนศีรษะมีเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ เสียบตรึงกลางกระหม่อมไว้ รอบๆ ข้างมีเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ คอยทิ่มแทงร่างกาย ใบหน้าหนุ่มสาวทั้งสองบิดเบี้ยว นัยน์ตาเหลือกถลน ส่งเสียงร้องครวญคราง บ่งบอกได้ถึงความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส และไม่อาจกระดิกตัวได้เพราะเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ ตรึงร่างกายไว้ทุกด้าน หลวงปู่ได้สังเกตว่าการลงโทษในเมืองนรกไม่มีการตายซ้ำ คือมีแค่การตายไปแค่ชั่ววูบเดียวแล้วก็ฟื้นขึ้นมารับการทรมานต่อ ร่างกายแหลกสลายด้วยอานุภาพไฟนรก แต่ชั่วพริบตาก็เกิดร่างใหม่ขึ้นทดแทนเพื่อจะได้รับการทรมานต่อซ้ำๆ ซากๆ กันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หลวงปู่ได้ถามยมบาลว่า “หนุ่มสาวทั้งสองนี้ทำผิดสถานใด จึงต้องมารับโทษหนักหนาในเมืองนรกเช่นนี้” โดยที่ยมบาลตอบให้ทราบว่า “หนุ่มสาวทั้งสองนี้สมัยยังมีชีวิตอยู่โลกมนุษย์ เป็นคนเจ้าชู้ ฝ่ายหญิงชอบนอกใจผัว คบชู้สู่ชายไม่เลือก ไม่ยอมนับถือศาสนาใดๆ ไม่เชื่อในศีลธรรมคุณงามความดีใดๆ เชื่ออยู่แต่ว่าเกิดมาเพื่อกิน เพื่อถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ อยู่เพื่อสืบพันธุ์ร่วมประเวณีและเพื่อนอนเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ชาตินี้ต้องหาความสุขใส่ตัวอย่างเดียว เชื่อว่าตายแล้วก็หมดกัน ไม่มีชาติหน้าไม่ต้องใช้เวร ใช้กรรมใดๆ หญิงสาวผู้นี้เป็นมะเร็งในมดลูกตายเมื่ออายุ ๔๐ ปี เมื่อตายแล้วก็มาที่ศาลาพันห้องนี้ เพื่อรอการพิพากษาตัดสินจากพญายมบาลขั้นสุดท้าย แต่ก่อนการพิพากษาตัดสินนั้น ต้องถูกจำจองทรมานแบบนี้ไว้ก่อน” ส่วนฝ่ายชายหนุ่ม เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์เป็นคนเจ้าชู้ นักเลงเหล้า นักเลงผู้หญิง หลอกลวงเอาแต่พรหมจารีหญิงไปเสพสุข คอยปลิ้นปล้อนเอาทรัพย์ เป็นคนไม่มีศีลธรรมไม่นับถือศาสนาใดๆ ถือคติว่า เกิดมาเพื่อกิน เพื่อขับถ่าย เพื่อเสพกามารมณ์ และเพื่อนอน ตายแล้วสูญ ไม่มีชาติหน้า ไม่มีนรก สวรรค์ ก่อกรรมใดไว้ไม่ต้องใช้กรรม และถูกสามีของหญิงคนหนึ่งแทงตาย จึงต้องมาที่ศาลาพันห้องนี้ เพื่อรอการพิพากษาตัดสินขั้นสุดท้ายจากท่านพญายมบาล” หลวงปู่จึงถามยมบาลว่า “อยากสนทนากับหนุ่มสาวทั้งสองที่ถูกจองจำลงโทษจะได้หรือไม่” ยมบาลจึงตอบว่า “สำหรับพระคุณเจ้าแล้ว อนุญาตให้ซักถามได้” เมื่อยมบาลกล่าวอนุญาตแล้ว เครื่องจองจำเหล็กเผาไฟแดงๆ เหล่านั้นก็หลุดออกจากร่างหนุ่มสาวทั้งสองหายวับไป หนุ่มสาวทั้งสองร่างสั่นเทา สั่นเหมือนลูกนกตกน้ำสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพรากทั้งสองต่างพากันทรุดกายลงกราบเท้าหลวงปู่ อย่างสำนึกในพระคุณท่านที่ช่วยให้หลุดจากเครื่องจำจองทรมานอันทารุณหฤโหดนี้ หญิงสาวได้กราบอ้อนวอนหลวงปู่ให้นำพาเธอกลับไปเกิดในโลกมนุษย์อีก แต่หลวงปู่ก็ได้แต่บอกว่า เธอนั้นตายไปแล้ว ไม่อาจจะช่วยอะไรได้ในเรื่องการนำพาให้เธอกลับไปเกิด เพราะเป็นหน้าที่ของท่านพญายมบาล ท่านสามารถทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือ เมื่อท่านกลับไปเมืองมนุษย์แล้วจะแผ่ส่วนบุญกุศลมาให้ได้เท่านั้น

ต่อมาหลวงปู่ก็ได้กล่าวถามชายหนุ่มบ้างว่า “โยมจะให้อาตมาภาพช่วยอะไรได้บ้าง” ร่างวิญญาณของชายหนุ่มผู้ถูกแทงตาย เพราะเป็นชู้กับเมียผู้อื่น คลานเข้ามากราบลงบนหลังเท้าของหลวงปู่แล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า “กระผมผิดไปแล้วพระคุณเจ้า กว่าจะรู้สึกตัวว่าเป็นคนชั่วช้าก่อกรรมทำเวรกับคนอื่นไว้มาก ก็มารู้เอาเมื่อตายแล้ว กระผมไม่ขออะไรมากขอให้พระคุณเจ้าแผ่ส่วนกุศลมาให้กระผมบ้าง เพื่อที่กระผมจะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจในยามทุกข์” หลวงปู่ท่านก็ได้รับปากที่จะช่วยเหลือแผ่บุญกุศลมาให้ จากกรณีชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นี้จะเห็นได้ว่ามูลเหตุที่ทำให้ตกนรกจริงๆ แล้วก็คือ “มิจฉาทิฐิ” ที่ไม่เชื่อบุญเชื่อบาปเป็นเหตุให้ตกนรก ต้องถูกทรมานจากเหล่ายมบาลก่อน ซึ่งผลกรรมนั้นก็ยังไม่จบลงตรงนั้น เพราะผลกรรมที่หลวงปู่ได้เห็นนี่เป็นเพียงการลงโทษเพื่อรอเวลาการตัดสินโทษจากพญายมอีกที ยังไม่อาจจะประมาณได้ว่ากรรมที่จะต้องไปรับในนรกขุมที่เกี่ยวข้องกับการผิดศีลข้อที่สามนั้นจะต้องไปรับโทษในขุมนรกสำหรับกรรมนี้โดยเฉพาะอีกยาวนานมากเท่าใด



วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กรรมของคนกินเนื้อหมา

Nattawut-LSV Team:

เรื่องราวนี้เป็นของสุภาพบุรุษท่านหนึ่งในจังหวัดนครพนมท่านได้เล่าให้ฟังดังนี้.......

คนสกลนครหรือคนในจังหวัดใกล้เคียงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเนื้อสวรรค์เพราะมันจัดเป็นอาหารพิเศษสุดของคนที่นี้กันเลยทีเดียวและเนื้อที่ใช้ทำก็ไม่ใช่อะไรอื่น เนื้อสุนัขดี ๆ นี้เอง



การกินเนื้อสุนัขนั้น ริเริ่มโดยชาวญวนอพยพมาจากฝั่งลาวรวมถึงคนจีนด้วย โดยเขาจะกินเฉพาะฤดูหนาวเพียงครั้งเดียว ด้วยเชื่อว่าเนื้อสุนัขสามารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ และสุนัขที่นำมากินต้องสีดำล้วน ๆที่ผ่านการเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่ใช้สุนัขตาดำ ๆ ทั่วไปที่คนแถบอีสาน หรือที่ จ .สกลนครกินกัน

ผมเป็นคนจังหวัดนครพนม ที่นี้ก็มีการกินเนื้อสุนัขบ้างแต่ไม่เอิกเกริกถึงกับเปิดเป็นร้านอาหารใหญ่โตเหมือนกับจังหวัดสกลนครและไม่รู้ว่าการเปิบเนื้อสวรรค์นี้จะขยับขยายเข้าไปถึงจังหวัดที่ผมอยู่หรือเปล่าถ้าเป็นแต่แต่ก่อนก็ไม่คิดอะไรดอก เพราะเห็นว่ามันเป็นอาชีพสุจริตที่ใคร ๆ ก็ทำได้แต่เดี๋ยวนี้ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าได้คืบคลานเข้ามาเลยเพราะไม่อยากเห็นใครต้องมาชดใช้กรรมอย่างที่ผมเห็นมากับตาตัวเองเลย

เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ เดิมทีผมทำอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไปฐานะก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ลูกเมียก็อยู่อย่างเรียบง่าย เสร็จจากหน้านาก็ทอผ้าเป็นรายได้เสริมให้ครอบครัว ครอบครัวเราก็เป็นปกติดีกระทั่ง 3 ปีที่แล้วผมได้รับจดหมายจากพี่ชาย ชวนให้ไปทำธุรกิจที่กำลังจะขยายโครงการออกไปใจจริงส่วนตัวเองก็ไม่เดือดร้อน แต่ก็อยากได้เงินสักก้อนเก็บไว้ส่งให้ลูกเรียน สูงๆ เผื่อจะได้ฝากผีฝากไข้ในอนาคต ส่วนพี่ชายเดิมก็มีอาชีพอย่างผมนี้แหละแต่หลังจากแต่งเมียแล้วก็ย้ายไปสกลนครเผอิญเจอพรรคพวกที่มีธุรกิจทำร้านอาหารเนื้อสวรรค์เลยชวนไปประกอบธุรกิจโดยพี่ชายเป็นคนจัดหาเนื้อสุนัขมาส่งให้ที่ร้าน

ตั้งแต่ผมตกลงใจมาพี่ชายและผมก็ช่วยกันหาเนื้อสุนัขไปส่งที่ร้านที่พรรคพวกเขาทำอยู่และก็ขยายไปที่ร้านอื่นๆ ในละแวกนั้นด้วยอีกหลายร้าน รายได้ก็งามทีเดียว พี่ชายผมเองทำธุรกิจนี้มาถึง 5 ปีแล้วก่อนที่ผมจะมา เริ่มจากการตระเวนจับสุนัขจรจัดมาชำแหละ นานเข้าก็เริ่มหายากก็ต้องตระเวนขอซื้อตามหมู่บ้านหรือไม่ก็แอบจับตามวัดวาที่มีสุนัขจรจัดอาศัยอยู่เยอะ ๆผมเองถูกมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ขับรถตระเวนไปตามที่ต่าง ๆ บางทีแค่ 3 วันบางทีก็เป็นอาทิตย์ ถึงจะได้สุนัขเต็มท้ายกระบะแล้วนำมาขุนไว้ในคอกเพื่อรอเวลาชำแหละไม่ก็ส่งขายเป็น ๆ เลย

ที่บ้านพี่ชาย พื้นที่รอบ ๆที่ว่างยังเป็นโรงฆ่าสัตว์ขนาดย่อม ๆ สำหรับทำหน้าที่ชำแหละแยกชิ้นส่วนไปขายผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเพชรฆาตแต่ละวันตลอด 7 - 8 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ใช้ใครอื่นพี่ชายและสหายรู้ใจอีก 3 คน วันใดหากผมอยู่บ้านไม่ได้ตระเวนไปหาสุนัขหลังเที่ยงคืนทุกวัน จะได้ยินเสียงสุนัขที่ถูกเชือดร้องโหยหวนเป็นที่เวทนาแทบทุกคืน แรก ๆ ผมถึงกับนอนไม่หลับเพราะทำใจไม่ได้แต่หลังจากนั้นผมก็หาทางแก้โดยดื่มเหล้าให้เมาจะได้หลับไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรมากในความรู้สึกลึก ๆ บอกตรง ๆ เลยว่า ไม่ค่อยชอบอาชีพนี้สักเท่าไรแม้ว่ารายได้จะดีมาก แต่ลองใจไม่ชอบยังไงมันก็ชอบไม่ได้ก็กะว่าเก็บเงินได้สักก้อนแล้วจะเลิกกลับไปอยู่กับไร่นาที่บ้านดีกว่าอยู่กับลูกเมีย ได้ยันเสียงหัวเราะ ผิดกับที่นี้มีแต่เสียงโหยหวนและกลิ่นคาวเลือดผมเองก็ไม่รู้ว่าพี่ชายแกทนทำอยู่ได้อย่างไรตั้ง 8 ปี ผมก็เลยลองถามไปว่าไม่นึกสงสารหรือคิดว่ามันเป็นบาปบ้างหรือที่ต้องฆ่าสุนัขวันละหลายสิบตัวเขากลับหัวเราะแล้วเอ็ดตะโรผมว่า คิดอะไรวะไม่เข้าท่าไม่เห็นเหรอว่าไอ้สุนัขพวกนี้มันทำเงินให้วัน ๆ เท่าไหร่ จะมานั่งคิดบาปบุญกันทำไมแล้วไอ้การฆ่าสุนัข ถามหน่อยเถอะ มันจะต่างอะไรกับการฆ่าหมู ฆ่าวัว ฆ่าปลาวะมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่เห็นมีใครกลัวบาปสักกะคนเดียว เห็นมีแต่รวยเอา ๆนั่นแหละไม่ว่า

คิด ๆ ไป คำพูดของพี่ชายผมก็มีส่วนถูกจริงอยู่เหมือนกันเพราะพวกที่เป็นเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ส่วนใหญ่ก็รวย ๆ กันทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครจนสักคนหรือว่าผมคิดมากไปเอง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไอ้เสียงโหยหวนของมันเสียงร้องยามถูกเชือด มันบาดตาบาดใจผมเหลือเกินตอนที่ไปเอามันออกมาจากอ้อมอกของเจ้าของ ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราจะเอาไปทำอะไรสุนัขแต่ละตัวเหมือนจะรู้ชะตา ดิ้นหนีทุรนทุราย ทุกรายบางตัวขึ้นมาอยู่บนรถแล้วยังวิ่งพล่านกระโดดชนโครงเหล็กข้างรถ หัวหูแตกเลือดอาบก็มี พอถึงตอนจะลงจากรถสายตามันจ้องมองดูผมยังกะว่าจะอาฆาตจองเวรผมไว้อีก อย่าให้ถึงทีพวกมันบ้างก็แล้วกันยิ่งได้เห็นพวกเพื่อนมันถูกจับมัดขาดิ้นรนหนีมีดอันคมกริบที่กำลังจะบาดลึกลงไปในบริเวณคอ กระทั่งเลือดสด ๆกระฉูดออกจากตัวจนแทบจะหมดนั่นแหละถึงจะหยุดดิ้น แล้วกระตุก สัก 2- 3 ทีก่อนจะตายอย่างน่าเวทนา แทบทุกตัวเวลาตายตานี้จะเหลือกโพลงจ้องมายังคนเชือดแทบถลนเล่นเอาลูกผู้ชายอย่างผมถึงกับเขาอ่อนเลยทีเดียว


เป็นไง ? ไอ้น้องอยากจะลองเชือดดูบ้างไหมวะ ? ลองสักตัวซีแล้วจะติดใจ ฮ่า... ฮ่า... ฮ่า...
พี่ชายสัพยอก ที่เห็นอาการเบ้หน้าของผม “
ไม่ดีกว่า ไปล่ะจะไปหาเหล้ากรอกปากสักอึกแก้คลื่นไส้
โธ่...ทำเป็นใจเสาะเป็นปลาซิวไปได้ ฮ่า ๆๆ ”

ผมได้ยินพี่ชายหัวเราะตามหลัง พร้อม ๆ กับเสียงโหยหวนของสุนัขอีกหลายตัวที่ถูกเชือดรายต่อไป ภาพที่เห็น เสียงร้องที่ได้ยิน แม้จะบาดตาบาดใจบาดหูแค่ไหนก็ยากจะเปลี่ยนแปลงไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ ก็ได้แต่ภาวนาในใจแอบแผ่เมตตาไปให้กับพวกมันบ้างบางเวลาส่วนตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบาปบุญมันจะมีจริงไหมผลบุญจะส่งมันไปสู่สุคติได้จริงหรือเปล่าหรือแม้ตัวผมเองจะต้องชดใช้กรรมที่ทำลงไปอย่างไรบ้าง

หลังจากที่คลางแคลงใจอยู่นานผมก็ได้รู้และมั่นใจแล้วครับว่ากรรมมีจริงซึ่งกว่าจะรู้ก็ทำงานอยู่กับเขาถึง 3 ปี กะว่าหน้าฝนจะกลับบ้านแล้ว ไม่เอาแล้วเพราะอยู่ที่นี่ นานเข้ายิ่งขาดความสุข พี่ผมเองเขาคงไม่รู้ตัวนับวันเริ่มมีพฤติกรรมเหมือนคนบ้าขึ้นเรื่อย ๆ ที่บ้าเห็น ๆ ก็บ้าเงินและบ้าฆ่าเอาแต่นั่งนับเงินแล้วก็วางแผนจ้องจะฆ่าต่อไปนัยน์ตาลุกพองเหมือนสัตว์ร้ายที่จ้องจะขย้ำเหยื่อจนลูกเมียแม้แต่ผมเองก็เข้าหน้าไม่ติดจะด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกเมียของเขาเลยแยกแตกไปคนละทิศละทางเมียติดพนัน แล้วก็ไปมีชู้ ลูกสาว 2 คน 17 กับ 15ปี หนีเรียนจนถูกไล่ออกพี่ชายผมนะเหรอจะไปรู้อะไร วัน ๆ จะมีอะไรนอกจากฆ่าแล้วก็เงิน

กิจวัตรของพี่ชาย ก็เริ่มประมาณ เที่ยงคืนโดยจะลุกมาตรวจตราดูว่าจะฆ่าตัวไหน จากนั้นประมาณตี 2 เสียงโหยหวนก็เริ่มบรรเลงขึ้นพร้อม ๆกับเสียงเห่ากันระงมของเพื่อนสุนัขด้วยกันที่เห็นเพื่อนตนถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตาตะเบ็งเสียงไม่เป็นอันหลับอันนอน จนปาเข้าตี 4 - 5 เสียงจึงจะเงียบเพราะเป็นเวลาชำแหละ และนำเนื้อออกสู่ตลาด ประมาณ 8 - 9 โมงแล้วเขาก็หลับตื่นอีกทีก็เย็น ๆ จากนั้นก็ดื่มเหล้านั่งวางแผนฆ่ากับเพื่อนรู้ใจอีก 3 คนไปจนกว่าจะได้เวลาเชือด ชีวิตเขาก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รับรู้และสนใจว่าใครจะเป็นอย่างไรแม้กับผมเองระยะหลังก็แทบจะไม่ค่อยได้คุยกันแล้วจะพูดจะคุยก็แค่ตอนเอาสุนัขมาส่งให้ หรือว่าเขาลืมไปแล้วว่าผมเป็นน้องหรือจะพูดให้ถูก คือเขาลืมหมดแล้วความรู้สึกอื่น ๆ ที่มนุษย์พึงมี เช่น รัก เศร้าเหงา ห่วงหาอาทร ที่สำคัญคือความเมตตาปราณี เหลืออยู่ก็แต่ความกระหายที่มีต่อเลือดการฆ่า และเงินเท่านั้น

และแล้ววันที่เพชฌฆาตอย่างพี่ชายผมต้องรับกรรมก็มาถึงคือขณะที่แกกำลังเดินเลือกหาสุนัขเหมือนทุกวันจากนั้นก็ไปจับออกมาทีหลังตัวเอามาขังไว้ต่างหากระหว่างจับนั้นเองแกถูกสุนัขตัวหนึ่งกระโจนเข้าขย้ำ แถมโดนตัวอื่นรุมสกรัมกว่าจะห้ามและจับแยกได้ เล่นเอาถูกกัดซะจนเหวอะไปทั้งตัวด้วยความที่โกรธผสมแค้นที่ถูกรุม พี่ชายผมเลยจับสุนัขในกรงนั้นเชือดฆ่าเกลี้ยงเอาเลือดสด ๆ ที่ได้มาดื่มอย่างเอร็ดอร่อย แถมควักหัวใจสด ๆมากินแกล้มเหล้าเป็นที่สะอิดสะเอียน ด้วยความที่เป็นห่วงผมเลยเข้าไปพูดเตือนพี่ว่ามันไม่น่าดู เดี๋ยวลูกค้ามาเห็นเข้า เขาจะรังเกียจได้นะ แล้วยังมีแผลอีกควรไปหาหมอฉีดยากันบาดทะยัก หรือพิษสุนัขบ้า กันไว้ดีกว่านะ
พี่ชายผมกลับไม่ใยดีในคำเตือน เขาบอกว่าแผลเล็กน้อยแค่นี้ไกลหัวใจคนอย่างเขาดวงแข็ง หมากัดแค่นี้ไม่ตาย แถมยังได้ยาบำรุงกำลังชั้นเลิศอย่างเลือดสดและหัวใจสด ๆ แค่นี้ก็หายห่วง

ความหวั่นใจของผมเป็นจริงเมื่อเจ็ดวันให้หลัง พี่ชายเริ่มมีอาการตาขวางน้ำลายฟูมปาก แล้วก็ร้องโหยหวน และน่าประหลาดใจมากเสียงที่ร้องไม่ผิดกันเลยกับเสียงสุนัขที่พี่เขาเชือดต่อมาอาการเริ่มคลุ้มคลั่งรุนแรงขึ้นทุกทีทั้งกัดทั้งข่วนจากนั้นก็เริ่มทำร้ายคนที่เข้าใกล้โดยมีอาการเหมือนสุนัขบ้าที่จะเข้าไปกัดคนยังไงยังงั้น พี่ผมจึงถูกจับขังกรงไว้

จากนั้นพี่ก็เริ่มคลุ้มคลั่งมากขึ้นแกจะวิ่งเอาหัวชนกรงที่ขังจนหัวหูแตกยับเยิน เลือดไหลอาบเกรอะกรังมือไม้เหมือนกันตะกุยตะกายพื้นไปทั่ว พูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่เห่าหอน ข้าวปลาไม่กินโดยเฉพาะน้ำ จะไม่กล้าเข้าใกล้เลย แกเริ่มหมดแรงเพราะร่างกายไม่มีอาหารหล่อเลี้ยงพอวันที่สี่ก็เริ่มนอนซมร้องครวญคราง แต่ก็ยังมีแรงวิ่งเข้าไปขย้ำคนที่เข้าไปใกล้ตามร่างกายมีแต่แผลทั้งที่เลือดยังซิบ ๆ และตกสะเก็ดยิ่งดูยิ่งเหมือนสุนัขขี้เรื้อนที่นอนรอความตาย

กระทั่งวันที่เจ็ดเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ลมหายใจของพี่ชายผมเริ่มจะแผ่วเบาก่อนจะกระตุกเฮือก 2 - 3 ครั้ง ผมเฝ้ามองดูจนแน่ใจว่าไม่รอด หมดลมหายใจแน่แล้วจึงได้เปิดประตูกรงแล้วเข้าไปหา ไปดีเถอะนะพี่ สิ้นเวรสิ้นกรรมเสียทีผมเอามือลูบหน้าให้ตาที่เหลือกโพลงของเขาปิดลงก่อนจะเรียกลูกเมียเข้าไปดูและจัดการเรื่องงานศพซึ่งก็เป็นไปอย่างเร่งรัดที่สุดเพราะสภาพศพแม้จะเพิ่งตายก็เหมือนตายมาหลายวันส่งกลิ่นเหม็นเน่า อีกอย่างลูกเมียเขาก็อยากให้มันจบ จบ ไปสักทีต่างคนต่างจะได้ไปใช้ชีวิตอิสระเสียทีตามทางของแต่ละคนเมียก็หอบข้าวหอบของไปอยู่กับชู้รัก ลูกก็ขอเงินแม่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯลูกมือพี่ชายอีก 2 -3 คน หลังจากเห็นเหตุการณ์ถึงกับเตลิดหนีไม่หวนกลับมาทำงานอีกเลย

ผมเองก็กลับบ้านกลับไปอยู่กับลูกกับเมียเงินเปื้อนเลือดที่ได้มาก็เอาไปบริจาคทำบุญ เผื่อจะล้างบาปให้ตัวเองได้เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะถึงคราวชดใช้กรรมของผมเองบ้าง

จากคุณ :กรรมลิขิต ( ผู้นำมาเล่า )

Credite : http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=68246.0%3Bwap2